Dekdee.com

วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

15 เทคนิคความจำดี

1. หาเวลาที่เหมาะที่สุดกับการใช้ความคิดของเราในแต่ละช่วงวัน แต่ละคนแต่ละวัยจะมีช่วงทองให้กับการคิดไม่เหมือนกัน ว่ากันว่าคนมีอายุแล้วสมองจะเคลียร์ที่สุดก็เป็นช่วงเช้า พวกหนุ่มๆสามวๆนั้นกว่าจะมีสมาธิในการคิดได้ก็จะเป็นช่วงบ่าย ดูตัวเองว่าความคิดดีดีของเรานั้นมักจะมาในช่วงไหน แล้วเก็บช่วงนั้นไว้สำหรับงานที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์

2. หาความรู้อยู่เรื่อยๆ...รู้แบบกว้างๆ ไม่จำเป็นต้องรู้ลึกไปซะทุกอย่าง แต่ความรู้ที่สะสมมาจากทุกเรื่องจะช่วยต่อยอดกับข้อมูลใหม่ๆให้เข้าใจได้ ง่ายๆขึ้น

3. "จดไว้ให้จำ" เครื่องช่วยจำที่ดีที่สุดก็คือจดทุกอย่างลงในกระดาษ เขียนไว้กันลืม สุภาษิตจีนบอกไว้ว่า ถึงแม้ว่าหยดหมึกที่จางที่สุดก็จะอยู่ได้นานกว่าความจำที่ว่าแม่นที่สุด

4. เพิ่มพลังกับกาแฟ..แต่แค่ถ้วยเดียวพอนะ ที่จะช่วยให้มีสมาธิดีขึ้นมาบ้าง แต่ถ้าเวลาเครียดๆละก็ห้ามเด็ดขาดเพราะจะทำให้ฟุ้งซ่านมากกว่าเดิม

5. โยงเรื่องใหม่กับความจำเดิม ให้คิดซะว่าความคิดหรือความจำที่มีอยู่เดิมนั้นเหมือนกับตุ๊กตาที่ถูกแขวน ไว้กลางอากาศ กำลังรอข้อมูลใหม่ๆเข้าไปปะติดปะต่อ อย่าปล่อยเรื่องใหม่ๆเข้าไปอย่างไม่มีจุดเชื่อมโยง เช่น ถ้าจะจำชื่อคน ก็ลองโยงความหมายหรือเสียงของชื่อนั้นเข้ากับสิ่งต่างๆที่เราคุ้นเคย

6. ฝึก..ฝึก..ฝึกจำอยู่บ่อยๆ ถึงอายุอ่อนกว่าแค่ไหน แต่ถ้าไม่เคยฝึกท่องจำเลย ความจำก็อาจจะสู้คนแก่ไม่ได้ ถ้าไม่เชื่อลองนึกดูสิว่าไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนทำไมเราถึงไม่ลืมสูตรคูณ ที่เราท่องตั้งแต่ยังเด็กล่ะ

7. ควรให้เวลาสมองได้รับเรื่องตลกๆหรือได้คิดอะไรที่ไร้สาระบ้าง เป็นการให้ความคิดของเราได้พักผ่อน

8. รู้จักดัดแปลงความคิดสร้างสรรค์ มันมักจะเกิดขึ้นมาได้จากบางอย่างที่เราคุ้นเคยนั่นล่ะ จะเชื่อมั้ยล่ะ ถ้าบอกว่าวิธีเปิดฝากระป๋องแบบดึงขึ้นนั้นน่ะ ต้นตอมาจากการปลอกเปลือกกล้วยนั่นเอง

9. คบเพื่อนที่ฉลาด มีความคิดกว้างๆ..แล้วคำโบราณที่บอกว่าคบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผลนั่นน่ะมันเป็นความจริง การที่เราได้อยู่ใกล้กับคนที่มีความรู้ เป็นคนฉลาดที่เปิดรับความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอนั้นจะช่วยให้เราได้คิดตาม และฝึกสมองอยู่บ่อยๆ

10. เลียนแบบลีโอนาโด..หมายถึง ลีโอนาโอ ดา วินซี มีวิธีมากมายที่ดาวินซีใช้สร้างสรรค์งานของเขาง่ายๆก็คือ ลองเขียนภาพจากมือที่ไม่ได้ถนัด

11. เอาใจใส่ เคยมั้ยที่เวลาได้เจอใครๆกลับจำไม่ได้ว่าเขาชื่ออะไร ที่เป็นปัญหาอาจจะไม่ใช่เรื่องของความจำแต่เป็นเรื่องของการใส่ใจ ถ้าเราใส่ใจกับคนๆนั้น หรือสิ่งนั้น เราจะจำได้มากกว่าที่เป็น

12. ฟังเพลงโมสาร์ท ก่อนนอนเปิดงานของโมสาร์ทฟังซักหนึ่งรอบ จะช่วยเรื่องความจำดีขึ้นได้

13. ออกกำลังกาย เพื่อช่วยเพิ่มออกซิเจนที่ไม่ใช่แค่ให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แต่หมายถึงสมองได้รับออกซิเจนมากขึ้นด้วย

14. ลองทำสิ่งใหม่ๆจะได้มีแนวความคิดที่แปลกใหม่อยู่เสมอ

15 ตัดเครื่องรบกวนสมาธิทั้งหมด ขึ้นป้าย Don't Disturb! ติดไว้ข้างตัว เวลาที่งานนั้นต้องใช้ความตั้งใจและมีสมาธิอย่างสูง และทางที่ดีดึงสายโทรศัพท์ออกไปไม่รับสายเข้าเลยดีกว่า

15 เหตุผลที่ผู้หญิงชอบอ่านการ์ตูน



1. เพราะพระเอก และ นายเอก ...หน้าตาดี การ์ตูนผู้หญิงกับการ์ตูนYคล้ายกันตรงนี้ความแตกต่างคือถ้ามีพระเอกสองคน ขึ้นปก ถ้าทั้งสองหันหน้าเข้าหากันหรือ สบตากันนั่นเป็นปกการ์ตูนY แต่ถ้าพระเอกสองคนหันหน้าไปคนละทางและเก๊กหล่อ นั่นเป็นปกการ์ตูนผู้หญิง (การ์ตูนขายฝันซึ่งอ่านตอนประถม-มัธยม และจะหยุดอ่านเมื่อเริ่มมีแฟนจริงๆ และพบว่าตัวที่อยู่ข้างๆ ไม่เหมือนที่จินตนาการไว้สักนิด)
2. เพราะผู้หญิงเป็นเพศที่ใจแคบ และเป็นจอมริษยา ไม่ยอมให้ผู้หญิงคนอื่นได้ผู้ชายคนนั้นไป แต่ยอมให้ไปกับผู้ชายอื่นได้ ???
3. เพราะผู้หญิงมักเกลียดนางเอก   ดันสวยกว่า แต่ทำตัวน่ารำคาญ และคนมารุมรัก (อิจฉานั่นเอง)
4. เพราะผู้หญิงไม่เข้าใจมิตรภาพของผู้ชาย ทำไมรักเพื่อนขนาดนั้นวะ แค่ไปกินเหล้ากับพวกนั้นจะสำคัญขนาดไหนเชียว
5. เพราะลึกๆ แล้วผู้หญิงยังคิดว่ามันไม่ยุติธรรม อยากทำอย่างนี้ อยากเป็นแบบนี้ แบบที่พวกผู้ชายทำและเป็น ความเสมอภาคของชายและหญิงไม่เคยจะเท่าเทียมกัน เพราะธรรมชาติกำหนดมาแล้ว
6. เพราะผู้ชายไม่เคยบูชาผู้หญิงสูงกว่า Idolผู้ชาย จะมีแฟนคลับสาวๆ ค่อยทำนู่นทำนี่ ติดตามและสนับสนุนอย่างรักไคร่ และชื่นชมสิ่งที่เค้าเป็นและกระทำอย่างไม่หวังอะไร(มาก) แต่ถ้าเป็น Idolหญิง จะถูกมองว่าเป็นวัตถุทางเพศ ซื้อผลงานเพื่อมาดูสนองกิเลสตัณหาตัวเอง อาจจะหลงรักรูปกายแต่ไม่มีการเคารพตัวตน ไม่เห็นคุณค่าผลงาน
7. ผู้หญิง(บางคน)ไม่แคร์ถ้าคุณจะเป็นเกย์ ขอแค่หน้าตาดีควงอวดได้
8. ผู้หญิงบางคนอยากเป็นผู้ชาย อยากเป็นคนดัง มีแฟนคลับ เป็นที่รักของคนกลุ่มใหญ่ๆ บางโอกาสเราก็สวมวิญญาณหนุ่มหล่อ แต่งคอสเพลย์ เต้นโคฟเวอร์ เก๊กหล่อ ความสุขเล็กๆน้อยๆ...
9. ใครไม่เคยอ่านการ์ตูน Y จะเล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่ามันมีตั้งแต่ Puppy love ใสๆ สับสนในตัวเองนิดหนึ่ง อารมณ์หลงรูป เพราะเด็กผู้ชายจะมีช่วงที่น่ารักอยู่ช่วงเริ่มวัยรุ่น ต่อมาก็มีกอดจูบบ้าง อายุต่ำกว่า13ปีควรให้คำแนะนำอะไรประมาณนั้น แต่ดำเนินเรื่องไปบนพื้นฐานของความรัก และสุดท้ายก็การ์ตูนติดเรทเรียกเลือด(กำเดา) ซึ่งจะโดนกวาดล้างก็ไม่แปลก เหตุผลที่อ่านจริงๆ เริ่มมาจากความอยากรู้อยากเห็นเรื่องผิดเพศ แต่พูดได้ไม่เต็มปากว่าไม่สนใจรูปการ์ตูนโป๊
10. ผู้หญิงจะมีบทไม่มากในการ์ตูน Y อาจจะออกมาเป็น พี่สาว เพื่อน แม่สื่อ ฯลฯ ของ พระเอก นายเอก บางเรื่องโผล่มาเป็นนางมารร้ายแย่งพระเอกแล้วดันทำให้สองหนุ่มรักกันมากขึ้น บางเรื่องเป็นคนดี สวยใสน่ารัก มีเสน่ห์ มาทำให้พระเอกกลับใจเดินสู่สายทางปกติพอมีอะไรกันรุ่งเช้าเดินไปทำงานโดน แท่งเหล็กหล่นทับตายหัวขาดอนาถจิตพระเอกเสียใจไปนอนบ้านใครไม่รู้กลับไปเป็น เกย์อีก เหอะๆ
(เรื่องนี้ไม่ได้เมคขึ้นแต่อย่างใด ชื่อเรื่อง วังวนแห่งปรารถนา คนวาดเรื่องเดียวกับ "กว่าจะรู้ว่ารัก" อ่ะ) อันนี้เป็นความสะใจเล็กๆ น้อยๆ ของคนอ่าน นังนี่มันจะได้ดีไปกว่าช้านไม่ด้าย 555+ ไม่มีนางเอกน่าหมั่นไส้โผล่ออกมามีบทบาทมากในการ์ตูนY คืออีกเหตุผลที่ผู้หญิงชอบอ่าน  
ต่อท้าย #1 16 ธ.ค. 2553, 10:17:52
11. คู่พระ-นาย ลงเอยกันยาก มันอาจจะน้ำเน่าได้หลายทางมาก เป็นฝาแฝดกัน เป็นพี่น้องกัน เป็นเพื่อนกัน แล้วแมร่งเป็นผู้ชายเหมือนกันอีก อุปสรรคเยอะเหลือเกิน ลุ้นกันเหงือกบาน บางเรื่องคนนึงเป็นเกย์ คนนึงเป็นผู้ชายปกติ ก็ต้องลุ้นให้อีกคนมันสับสนทางเพศ (เอ้า -*-) เฮ้ย ทำไมกุใจเต้นกับกระดูกไหปลาร้ามันวะ (พากย์เสียงในใจพระเอก) เห้ยทำไมบางทีกุมองมันน่ารักวะ บางเรื่องเริ่มมาเป็นผู้ชายปกติทั้งคู่+เป็นเพื่อนสมัยเด็ก+เป็นผู้ชาย เหมือนกัน+คนนึงมีแฟนสาวอยู่แล้ว+ฯลฯ แล้วมันจะลงเอยกันยังไง??? แล้วก็ต้องลุ้นให้มันเกิดแอคซิเดนซ์ ตกรถไฟ กลับบ้านไม่ได้ กินเหล้าเมา โดนยาปลุก แล้วได้กัน ยังไม่จบเรื่อง ผู้ชายเปลี่ยนกันไม่ได้ในคืนเดียว ตื่นเช้ามาก็ยังแมนอยู่ แค่โลกทัศน์เริ่มเปลี่ยนไป อุปสรรคต่างๆประเดประดังเข้ามาแฟนบอกเลิก เพื่อนไม่คบ สังคมตัดขาด เมื่อผ่านเรื่องราวทั้งหมดทำให้ในที่สุดทั้งคู่รักกัน ฮิ้วววว
12. ยังนึกไม่ออกข้ามไปข้อต่อไปดีกว่า เลขสวยกว่า...
13. ว่าด้วยเรื่องของ Dojinshi และ Fan fiction ที่แตกแขนงออกมาจากการ์ตูนปกติที่ทำได้ไม่ซาบซึ้งพอหรือซาบซึ้งเกินไป... การ์ตูนผู้ชายไม่ได้ดำเนินเรื่องด้วยความรัก แต่เป็นการต่อสู้ ฝ่าฟัน ความพยายาม การเอาชนะ ความฝันและความแฟนตาซี การ์ตูนที่ทำได้ไม่ซาบซึ้งพอนั่นเพราะลายเส้นและวิธีเล่าเรื่องแบบการ์ตูน ผู้ชายไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้มากพอ จึงถูกนำเนื้อเรื่องและตัวละครมาอ้างอิงสร้าง Dojinshi และ Fan fiction ขึ้นมาใหม่ซึ่งมีหลายแบบไม่จำกัดเฉพาะว่าจะมีแต่ Y อย่างเดียว บางส่วนที่ผู้อ่านนึกอยากจะแทรกเข้าไปในเนื้อเรื่องจะถูกสร้างสรรค์ขึ้นมา เป็นสิ่งที่เกินขอบเขตแต่สร้างเสน่ห์ให้การ์ตูนหลายๆ เรื่อง บางคนอ่านโดจินก่อนถึงอยากอ่านฉบับออริจินอลก็มีไม่น้อย การ์ตูนที่ทำได้ซาบซึ้งเกินไป... ช่าย...มิตรภาพของผู้ชายกับผู้ชายนั้นจะถูกแปรรูปโดยจินตนาการกว้างไกลของ นักอ่านสาวๆ ทันทีที่มีบทพูดซึ้งๆ หรือฉากประทับใจ 5555+ ว่าด้วยข้อที่4 เพราะผู้หญิงไม่เข้าใจมิตรภาพของผู้ชาย ความรักของพี่น้อง ความจงรักภักดีต่อนายเหนือหัว ความรักพวกพ้อง การ์ตูนผู้ชายสมัยนี้จะมีมิติมากขึ้นและรองรับแฟนนักอ่านผู้หญิงมากขึ้น เสื้อผ้าทรงผมหน้าตามาเป็นแฟชั่นเป็นเซ็ตๆ (จะเท่ไปหนาย... ฟระ) อ่านใจผู้หญิงก็จะ "เออ ไอ่ตัวนี้มันต้องแอบรักหัวหน้ามันแหงว่ะ ดูทำสายตาจิ้ แต่ไอ่นั่นก็น่ารักเกินไปแระ บางทีลับหลังต่อสู้เสร็จต้องไปปลอบกันถึงเตียงแน่เลย"
14. การ์ตูน Y ช่วยลดภาวะโลกร้อน เนื่องจากไม่มีการปล่อยแสง ระเบิดพลัง ไม่มีรังสีแผดเผาจากสายตานักอ่านสาวเวลาอ่านเจอนางเอก และตัวละครหลายตัวร่วมรณรงค์ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น เพื่อประหยัดพลังงาน
15. ผู้หญิงอยากเห็นผู้ชายโดนรังแก เคราะห์กรรมนั้นจะตกอยู่ที่ตัวเอกรูปงาม น่ารักน่าแกล้ง        พลอตแบบนี้เห็นได้ตามละครพ่อแง่***อนทั่วไป แต่มันจะไม่สะใจเท่าผู้ชายถูกข่มขืน!!! 5555+

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม

สมาธิเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำกิจกรรมต่างๆ
มีเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับการสร้างสมาธิพื้นฐาน จากชีวิตประจำวันมาฝาก

ซึ่งวัยเรียนและวัยทำงานสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้
เพื่อช่วยควบคุมความสนใจ การรับรู้
ให้จดจ่อต่อสิ่งที่กระทำอยู่อย่างต่อเนื่องจนติดเป็นนิสัย

สร้างความเต็มใจและจริงใจที่จะทำเรื่องนั้นๆ
จะช่วยให้เราสนใจในสิ่งเดียว ไม่วอกแวกสนใจเรื่องอื่น

สร้างนิสัย ‘ มุ่งมั่นลงมือทำทันที’
จะฝึกให้เราเป็นคนมีคุณลักษณะที่ดี คือ การควบคุมความสนใจ จดจ่อต่อสิ่งที่กระทำอยู่อย่างต่อเนื่องจนสำเร็จ
ซึ่งอีกด้านหนึ่ง การยืดเวลาหรือผัดวันประกันพรุ่ง จะทำให้เบื่อหน่ายกับงานเดิมๆ จนกลายเป็นความเกียจคร้าน
ซึ่งเป็นอุปสรรคของการเรียนและการทำงานด้วย

จัดลำดับเรื่องที่จะทำ
จะช่วยให้การทำสิ่งนั้นๆ เป็นระบบ และใช้เวลาน้อย
ตรงกันข้ามกับการสนใจหลายเรื่องในเวลาเดียวกันจะทำให้ไม่มีสมาธิ

รู้จักแบ่งเวลาพักผ่อน
เพื่อผ่อนคลายสมอง และรักษาสภาพจิตใจให้คลายความกังวลในงานนั้นๆ
เพราะถ้าเราคร่ำเครงกับสิ่งต่างๆ มากเกินไป จะเป็นอุปสรรคต่อสมาธิ

การหมั่นสร้างนิสัยในชีวิตประจำวันให้มีสมาธินั้น
นอกจากจะทำให้จิตใจสงบ มีสติในการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว
ยังเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยเตรียมความพร้อม เพื่อการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในทุกๆวันด้วย.

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

มรดกอิสาน



ผญ๋าภาษิตสะกิดใจ

ความลับบ่มีให้เถิงสาม ความงามบ่ให้เถิงสี่ ความมิดความมี่บ่ให้เถิงห้าเถิงหก
ความดีฝังไว้เก้าศอก ความชั่วชักออกมาเก้าวา
ใจหนักได้กินข้าว ใจเบาได้กินกลอยหัวใหญ่
เจ้านายดีบ่เห็นแก่เงินแสนไถ่ แต่เห็นแก่ไพร่แสนเมือง
เอาลูกใภ้มาเลี้ยงย่า ปานเอาห่ามาใส่เฮือน

เอาย่ามาอยู่นำลูกใภ้ ปานเอาไข้มาใส่เฮือน
เอาลูกเขยมาเลี้ยงพ่อเฒ่า ปานได้ข้าวเต็มเล้าเต็มเยีย

หนูกินม้อน จั่งเห็นคุณแมว ลูกแขวนแอว จั่งเห็นคุณพ่อแม่
กินแม่นปาก อยากแม่นท้อง เทียวขี้แม่นขา
แจงแวงน้ำ ทาวหาบ่เห็นต่อน ซดแต่น้ำ คาแข้วแสม่งตาย
ไฟไหม้ป่าจั่งเห็นหน้าหนู น้ำท่วมฮูจั่งเห็นจิหล่อ
บ่มีความฮู้อย่าเว้าการเมือง บ่นุ่งผ้าเหลืองอย่าเว้าการวัด
เป็นนายให้ฮักไพร่ เป็นใหญ่ให้ฮักลูกบ้าน ขี้คร้านให้ค่อยเพียรจา
เข่า (ข้าว) เต็มเล้านั่งเว้ากะคือ เงินเต็มถังเว้าหยังกะได้
ทุกข์บ่มีเสื้อผ้า ฝาเฮือนเพกะพออยู่ ทุกข์บ่มีข้าวอยู่ท้อง นอนลี้อยู่บ่เป็น
ทังหลายเพิ่นแพงซิ้นปูปลายามอึดอยาก ความปากความเว้าบ่ได้ซื้อแพงไว้เฮ็ดอิหยัง

คนทั้งหลายเขาหวงแต่เนื้อปูปลายามอดอยาก แต่คำพูดนั้นไม่ได้ซื้อจะหวงไว้ทำไม

มีแล้วอย่าหยิ่ง

เห็นว่ามีสุขแล้วผักตำนิลบ่อยากเบิ่ง

เห็นว่ามีสุขแล้วบ่เหลียวแลพวกเพื่อน
ในโลกนี้บ่ห่อนอยู่เดียวเป็น
คันว่ามีผืนผ้าบ่หาแพรพาดบ่า
คันได้กินต่อนซิ้นปลากั้งบ่อยากเหลียว
คันบ่สุขอยู่เรื่อยสิเหลียวหน้าเบิ่งไผ
อยู่แต่คนเดียวดายบ่ห่อนเป็นเมืองบ้าน
สินุ่งแต่ผ้าไปได้จั่งใด๋


ผู้เฒ่า

คันแม่นผู้เฒ่าบ่เข้าวัดฟังธรรม

เขาสินินทาท้วงติเตียนทั้งโลก
เขาสิว่าเฒ่าแก่แดดบ่เหลียวเบิ่งทางตม
เขาสิว่าเฒ่าแข้วว้ำบ่เหลียวเบิ่งทางธรรม
เขาสิกำดินพึกใส่โฮยนำหน้า
เขาสิสับโขกเว้าคนเฒ่าบ่ดี
เขาสิว่าเฒ่าแก่ลมบ่เหลียวเบิ่งทางหน้า
เขาสิบ่ยำแยงนบท่อใยยองน้อย


บาปบุญ

บุญบาปนี้เป็นคู่คือเงา

คันเฮาพาเล่นพามันเต้นแล่น
เฮานั่งยองย่อเงาก็นั่งลงนำ
คันเฮาโตนลงห้วยภูเขาหลายหลั่น
เงาก็ตามเลี้ยวเก๊าะเกี่ยวพันธนัง
อันนี้สันใดแท้ทั้งสองบุญบาป
เงานั้นไปตามเฮาสู่วันบ่มีเว้น
พามันแอะแอ่นฟ้อนเงานั้นแอ่นนำ
ยามเฮาเอาหลังนอนก็อ่อนลงนอนด้วย
ขึ้นต้นไม้ผาล้านด่านเขา
บ่ได้มียามเหินห่างไกลกันได้
มันก็ติดต่อก้นนำส้นผู้ทำ นั้นแหล่ว

อิสานแดนแห่งดอกคูณ เสียงแคน

อิสานแดนแห่งดอกคูณ เสียงแคน

เรามารู้จกกับแคนที่เปนสัญลักษณ์แห่งอีสานรากัน
          แคน เป็นชื่อเครื่องดนตรีพื้นเมืองภาคอีสานที่เก่าแก่มีมาแต่โบราณ แคนเป็น เครื่องดนตรีที่ใช้ปากเป่าให้เป็นเพลง ใครเป็นผู้คิดประดิษฐ์เครื่องดนตรีที่เรียกว่า "แคน" เป็น คนแรก และทำไมจึงเรียกว่า "แคน" นั้น ยังไม่มีหลักฐานที่แน่นอนยืนยันได้ แต่ก็มีประวัติที่เล่า เป็นนิยายปรัมปราสืบต่อกันมา ดังต่อไปนี้

หญิงหม้ายผู้คิดประดิษฐ์ทำแคน

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพรานคนหนึ่งได้ไปเที่ยวล่าเนื้อในป่า เขาได้ยินเสียงนกกรวิก (นกการเวก) ร้องไพเราะจับใจมาก เมื่อกลับมาจากป่าถึงบ้าน จึงได้เล่าเรื่องที่ตัวเองไปได้ยินเสียง นกกรวิกร้องด้วยเสียงไพเราะนั้นให้แก่ชาวบ้าน เพื่อนฝูงฟัง ในจำนวนผู้ที่มาฟังเรื่องดังกล่าวนี้มี หญิงหม้ายคนหนึ่งเกิดความกระหายใคร่อยากจะฟังเสียงร้องของนกกรวิกยิ่งนัก จึงได้พูดขอร้อง ให้นายพรานล่าเนื้ออนุญาตให้ตนติดตามไปในป่าด้วย เพื่อจะได้ฟังเสียงร้องของนก ตามที่นาย พรานได้เล่าให้ฟัง ในวันต่อมาครั้นเมื่อนายพรานล่าเนื้อได้พาหญิงหม้ายดั้นด้นไปถึงในป่า จนถึง ถิ่นที่นกกรวิก และนกเหล่านั้นก็กำลังส่งเสียงร้องตามปกติวิสัยของมัน นายพรานก็ได้กล่าวเตือน หญิงหม้ายให้เงี่ยหูฟังว่า
"นกกรวิกกำลังร้องเพลงอยู่ สูเจ้าจงฟังเอาเถอะ เสียงมันออนซอนแท้ แม่นบ่"
หญิงหม้ายผู้นั้น ได้ตั้งใจฟังด้วยความเพลิดเพลิน และติดอกติดใจในเสียงอันไพเราะ ของนกนั้นเป็นยิ่งนัก ถึงกับคลั่งไคล้ใหลหลง รำพึงอยู่ในใจตนเองว่า
          "เฮ็ดจั่งได๋นอ จั่งสิได้ฟังเสียงอันไพเราะ ม่วนชื่น จับใจอย่างนี้ตลอดไป ครั้นสิคอยเฝ้า ฟังเสียงนกในถิ่นของมัน ก็เป็นแดนดงแสนกันดาร อาหารก็หายาก หมากไม้ก็บ่มี" จึงได้คิดตัดสิน แน่วแน่ในใจตนเองว่า
          "เฮาสิต้องคิดทำเครื่องบังเกิดเสียง ให้มีเสียงเสนาะ ไพเราะออนซอนจับใจ ดุจดังเสียง นกกรวิกนี้ให้จงได้"
          เมื่อหญิงหม้ายกลับมาถึงบ้าน ก็ได้คิดอ่านทำเครื่องดนตรีต่าง ๆ ทั้งเครื่องดีด สี ตี เป่า หลาย ๆ อย่าง ก็ไม่มีเครื่องดนตรีชนิดใดมีเสียงไพเราะวิเวกหวานเหมือนเสียงนกกรวิก ในที่สุดนาง ได้ไปตัดไม้ไผ่น้อยชนิดหนึ่ง เอามาประดิษฐ์ดัดแปลงเป็นเครื่องเป่าชนิดหนึ่ง แล้วลองเป่าดู ก็รูสึก ค่อนข้างไพเราะ จึงได้พยายามดัดแปลงแก้ไขอีกหลายครั้งหลายครา จนกระทั่งเกิดเป็นเสียงและ ท่วงทำนองอันไพเราะเหมือนเสียงนกกรวิก จนในที่สุดเมื่อได้แก้ไขครั้งสุดท้ายแล้วลองเป่าก็รู้สึก ไพเราะออนซอนดีแท้ จึงคิดที่จะไปทูลเกล้าถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล ให้ทรงทราบ
          ก่อนที่จะได้เข้าเฝ้า นางก็ได้เพียรพยายามปรับปรุงแก้ไขเสียงดนตรีของนางให้ดีขึ้นกว่า เดิม และยังได้ฝึกหัดเป่าเป็นท่วงทำนองต่าง ๆ จนมีความชำนาญเป็นอย่างดี
ครั้นถึงกำหนดวันเข้าเฝ้า นางก็ได้เป่าดนตรีจากเครื่องมือที่นางได้คิดประดิษฐ์ขึ้นนี้ ถวาย เมื่อเพลงแรกจบลง นางจึงได้ทูลถามว่า
"เป็นจั๋งได๋ ม่วนบ่ ข้าน้อย"
พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ตรัสตอบว่า "เออ พอฟังอยู่"
นางจึงได้เป่าถวายซ้ำอีกหลายเพลง ตามท่วงทำนองเลียนเสียงนกกรวิกนั้น เมื่อจบถึง เพลงสุดท้าย พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ทรงตรัสว่า "เทื่อนี่ แคนแด่" (ครั้งนี้ ดีขึ้นหน่อย)
หญิงหม้าย เจ้าของเครื่องดนตรี จึงทูลถามว่า "เครื่องดนตรีอันนี่ ควรสิเอิ้นว่าจั่งได๋ ข้าน้อย" (เครื่องดนตรีนี้ ควรจะเรียกว่าอย่างไร พระเจ้าข้า)
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงตรัสว่า "สูจงเอิ้นดนตรีนี้ว่า "แคน" ตามคำเว้าของเฮา อันท้ายนี้ สืบไปเมื่อหน้าเทอญ" (เจ้าจงเรียกดนตรีนี้ว่า "แคน" ตามคำพูดของเราตอนท้ายนี้ ต่อไปภายหน้าเถิด)
ด้วยเหตุนี้ เครื่องดนตรีที่หญิงหม้ายประดิษฐ์ขึ้นโดยใช้ไม้ไผ่น้อยมาติดกันใช้ปากเป่า จึงได้ชื่อว่า "แคน" มาตราบเท่าทุกวันนี้
นี่เป็นเพียงนิทานปรัมปราที่เล่าสืบต่อกันมา ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอน

          บางท่านก็สันนิษฐานว่า คำว่า "แคน" คงจะเรียกตามเสียงเครื่องดนตรีที่ดังออกมาว่า "แคนแล่นแคน แล่นแคน แล่นแคน" ซึ่งเป็นเสียงที่ดังออกมาจากการเป่าเครื่องดนตรีชนิดนี้ แต่ บางคนก็มีความเห็นว่า คำว่า "แคน" คงเรียกตามไม้ที่ใช้ทำเต้าแคน กล่าวคือ ไม้ที่นำมาเจาะใช้ ทำเต้าแคนรวมเสียงจากไม้ไผ่น้อยหลาย ๆ ลำนั้น เขานิยมใช้ไม้ตะเคียน ซึ่งภาษาท้องถิ่นทางภาค อีสานเรียกว่า "ไม้แคน" แต่บางท่านก็ให้ความเห็นที่แตกต่างกันออกไป




          แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าคิดอยู่บ้างคือ "แคน" นี้น่าจะทำขึ้นโดยผู้หญิง ซ้ำยังเป็น "หญิงหม้าย" เสียด้วย ด้วยเหตุผลที่ว่า ส่วนประกอบที่ใช้ทำแคนอันสำคัญคือส่วนที่ใช้ปากเป่า ยังเรียกว่า "เต้า แคน" และมีลักษณะรูปร่างเป็นกระเปาะคล้าย "เต้านม" ของสตรีอีกด้วย ทั้งการเป่าแคนก็ใช้วิธี เป่าและดูด จนสามารถทำให้เกิดเสียงอันไพเราะ นอกจากนี้ยังมีเหตุผลสนับสนุนอีกข้อคือ คำที่ เป็นลักษณะนามเรียกชื่อและจำนวนของแคนก็ใช้คำว่า "เต้า" แทนคำว่า อัน หรือ ชิ้น ฯลฯ ดังนี้ เป็นต้น ที่สำคัญคือ เสียงของแคนเป็นเสียงที่ไพเราะอ่อนหวาน ซาบซึ้งเหมือนเสียงนกการเวก ตาม นิทานเรื่องดังกล่าว เหมือนเสียงของหญิงหม้ายที่ว้าเหว่เดียวดาย ดังนั้นถ้าจะกล่าวว่า "หญิงหม้าย" เป็นผู้ประดิษฐ์คิดทำแคนขึ้นเป็นคนแรก จึงเป็นเหตุผลที่น่ารับฟังได้มากพอสมควรทีเดียว

          ลักษณะของแคนมีสองชนิด คือ แคนน้อย (ยาวศอก คืบ ยาวสองศอก ยาวสองศอกคืบ) และแคนใหญ่ (ยาวสามศอก ยาวสามศอกคืบ สี่ศอก สี่ศอกคืบ) ที่เคยใช้ในปัจจุบัน แต่ที่เคยมี ยาวถึงหกศอก แคนสองขนาดนี้แบ่งเป็นสองอย่าง คือ แคนเจ็ด และแคนแปด แคนเจ็ดนั้นมีลูกเจ็คู่ ส่วนแคนแปดนั้นมีลูกแปดคู่


แคนเจ็ด

แคนแปด

ส่วนแคนของเผ่าลาวลุ่มนั้นมีหกคู่ และแคนของเผ่าลาวสูงมีแค่สามคู่เท่านั้น และใช้ท่อต่อเต้าสำหรับการเป่าตามธรรมดา



แคนลาวสูง ลาวลุ่ม ลาวเทิง

"          แคน" ทำด้วยไม้อ้อ หรือไม้เหี้ยน้อย แต่เดี๋ยวนี้ไม้อ้อหาได้ยากเขาจึงทำแคนด้วยไม้เหี้ยน้อย และจะต้องหาให้ได้ลดขนาดเท่านิ้วมือจึงจะใช้ได้ นอกจากไม้เหี้ยน้อยซึ่งทำเป็นลูกแคนยาวลดหลั่นกันตามลำดับ 7 คู่ หรือ 8 คู่ ประกอบเข้ากันกับเต้า ติดสูด (ขี้สูด) ข้างบนและข้างล่างเต้า เพื่อไม่ให้ลมเป่าเข้าสูบออกรั่ว แล้วยังมีลิ้นแคน รูแพว และรูนับเสียงเป็นสิ่งสำคัญด้วย ข้างในของแต่ละลำไม้ลูกแคนประกอบด้วยลิ้นแคนหนึ่งอันที่มีหนึ่งเสียง และจะต้องเจาะรูแพวให้ถูกตามเสียงเสมอ วิธีเป่าแคนลาวลุ่มก็เหมือนกับการเป่าแคนลาวเทิง หรือ ลาวสูง คือจะต้องใช้อุ้งมือทั้งสองข้าง อุ้มเต้าแคนไว้แล้วเป่าหรือดูดสูบลมที่รูเต้า ส่วนนิ้วมือก็นับไล่ตามเสียงไปด้วย

เรามาลองฟังเสียงแคนกัน